เลื่อยจิ๊กซอว์ไฟฟ้า


เลื่อยจิ๊กซอว์ ไฟฟ้า ภาษาอังกฤษ (Jig Saws) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่าเลื่อยฉลุนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดฉลุลงบนชิ้นงานให้มีรูปทรงตามความต้องการซึ่งจะมีใบเลื่อยที่สามารถตัดผ่านลงบนเนื้อของชิ้นงานได้และทำให้เกิดรูบนชิ้นงานในรูปทรงและขนาดตามความต้องการของผู้ใช้งาน

โดยเลื่อยจิ๊กซอนั้นได้ถูกออกแบบครั้งแรกในปี 1946 โดย Albert Kauffman, วิศวกรชาวสวิส Swiss company Scintilla AG. และได้มีการผลิตในเชิงการค้าในชื่อว่า “Lesto jigsaw” และหลังจากนั้นในปี 1954 บริษัท Scintilla จึงได้ทำการถูกซื้อโดยบริษัท Bosch.

และหลังจากที่ได้มีการผลิตขายออกมานั้นก็ได้มีการพัฒนารูปแบบในการใช้งานของเลื่อยฉลุไฟฟ้ามาเรื่อยๆจนในปัจจุบันนี้ เลื่อยจิ๊กซอไฟฟ้านั้นมีวางขายมากมายหลายรุ่นหลายยี่ห้อให้คุณได้เลือกใช้งานและสามารถที่จะใช้งานได้ในหลากหลายกิจกรรมซึ่งจะช่วยให้เกิดความสะดวกในการตัดวัสดุและชิ้นงานต่างๆได้อย่างสะดวกสบาย

Image by SabbraCadabra from Pixabay

ประเภทของเลื่อยจิ๊กซอที่มีการใช้งานในปัจจุบัน

 

เลื่อยจิ๊กซอว์ไฟฟ้าในปัจจุบันนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามแหล่งจ่ายไฟได้แก่เลื่อยจิ๊กซอไฟฟ้าแบบมีสายและเลขที่สอบไฟฟ้าแบบไร้สายซึ่งเลื่อยจิ๊กซอทั้ง 2 ประเภทนั้นก็ถูกใช้งานและมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน

 

1. เลื่อยจิ๊กซอไฟฟ้าแบบมีสาย

 

เป็นเลื่อยจิ๊กซอที่นิยมใช้ในการตัดวัสดุที่มีเนื้อแข็งเนื่องจากว่ามีการป้อนพลังงานไฟฟ้าให้อย่างเพียงพอซึ่งทำให้คุณสามารถที่จะใช้งานร่วมกับกระแสไฟฟ้าบ้านได้ซึ่งไม่ทำให้เกิดข้อจำกัดในการใช้งานในด้านพลังงานและกระแสไฟฟ้าโดยจะเป็นอุปกรณ์ที่มาพร้อมกับตัวมอเตอร์และใบเลื่อยประสิทธิภาพสูงที่จะช่วยให้คุณสามารถที่จะทำการตัดลงบนพื้นผิวของวัสดุต่างๆได้อย่างสะดวกสบาย

 

2.เลื่อยจิ๊กซอไฟฟ้าแบบไร้สาย

 

เป็นรูปแบบของเลื่อยจิ๊กซอว์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับคุณสมบัติที่มีการทำงานแบบไร้สายโดยจะใช้แหล่งพลังงานจากแบตเตอรี่ไฟฟ้าในการเป็นแหล่งพลังงานเพื่อช่วยให้คุณนั้นสามารถที่จะทำการใช้งานในพื้นที่ที่กระแสไฟฟ้ายากต่อการเข้าถึงหรือใช้ในการพกพาไปใช้งานตามไซต์งานต่างๆที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าโดยเลื่อยจิ๊กซอว์ไฟฟ้าแบบนี้นั้นจะมีข้อจำกัดในเรื่องของอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ต่อการชาร์จ 1 ครั้งดังนั้นในการเลือกซื้อมาใช้งานก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ปริมาณของ Battery Pack ที่มากยิ่งขึ้นซึ่งจะทำให้มีต้นทุนในการใช้งานที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นแต่ข้อดีหลักๆของเลื่อยจิ๊กซอไฟฟ้าแบบไร้สายนั่นก็คือไม่มีสายเกะกะยุ่งยากในการใช้งานนั่นเองเหมาะสำหรับใช้ในการตัดในพื้นที่ที่ยากแก่การเข้าถึง

 

ใบเลื่อยจิ๊กซอ มีกี่ประเภท

 

ใบเลื่อยจิ๊กซอนั้นสามารถที่จะแบ่งออกได้ตามชนิดของวัสดุที่นำมาใช้ทำใบเลื่อยซึ่งวัสดุแต่ละประเภทนั้นก็จะมีคุณสมบัติต่างๆที่แตกต่างกันและใช้ในการตัดวัสดุต่างๆที่แตกต่างกันซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น

1.ใบเลื่อยจิ๊กซอแบบ เหล็กไฮคาร์บอน ซึ่งเป็นใบเลื่อยจิ๊กซอว์ที่เหมาะสำหรับใช้ในการตัดไม้มากที่สุด
2.ใบเลื่อยจิ๊กซอแบบที่เป็นเหล็กไฮสปีด เป็นใบเลื่อยจิ๊กซอที่มีความแข็งแรงทนทานสามารถที่จะช่วยในการป้องกันความร้อนได้ดีดังนั้นไปเลือกประเภทนี้นั้นจึงเหมาะสำหรับที่จะใช้ในการตัดโลหะพลาสติกและไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.ใบเลื่อยจิ๊กซอแบบ Bi-Metal เป็นใบเลื่อยจิ๊กซอที่เกิดจากการใช้โลหะผสมซึ่งจะให้เนื้อใบเลื่อยนั้นมีความแข็งแรงทนทานมากยิ่งขึ้นและเหมาะสำหรับใช้ในการตัดงานหนักอย่างเช่นไม้เนื้อแข็งหรือโลหะ

4.ใบเลื่อยจิ๊กซอแบบทังสเตน เป็นใบเลื่อยจิ๊กซอว์แบบมาตรฐานที่มาพร้อมกับความสามารถในการป้องกันความร้อนและให้ความทนทานสูงเหมาะสำหรับใช้ในการตัดโลหะที่มีเนื้อแข็งต่างๆไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องเซรามิคหรือโลหะ

 

เลื่อยจิ๊กซอไฟฟ้าสามารถที่จะตัดวัสดุใดได้บ้าง

 

เลื่อยจิ๊กซอนั้นสามารถที่จะใช้ในการตัดลมบนพื้นผิวและวัสดุต่างๆได้อย่างหลากหลายและเหมาะสำหรับใช้ในการตัดชิ้นงานตามรูปแบบต่างๆที่มีความยืดหยุ่นสูงโดย เลื่อยจิ๊กซอว์ไฟฟ้านั้นสามารถที่จะตัดลงบนพื้นผิวของวัสดุต่างๆอย่างเช่นไม้พลาสติกโลหะเซรามิกและวัสดุอื่นๆที่มีความหนาวไม่มากโดยในการตัดนั้นคุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้หรือเลือกใช้ใบเลื่อยที่ใช้ในการตัดที่มีความเหมาะสมกับวัสดุแต่ละประเภทซึ่งจะทำให้คุณสามารถที่จะทำการตัดลงบนพื้นผิวต่างๆได้อย่างเรียบเนียนและสวยงาม

 

การใช้งานเลื่อยจิ๊กซอว์ให้มีความปลอดภัย

 

1.มีการสวมชุดป้องกันและชุดเซฟตี้ต่างๆอย่างเหมาะสม

โดยในการใช้งานนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการใส่อุปกรณ์เซฟตี้ต่างๆให้ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นหน้ากากเซฟตี้แว่นตาเซฟตี้ซึ่งจะช่วยในการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีที่มีปัญหาขณะที่ใช้งาน

2.เรื่องใบเลื่อยให้เหมาะกับวัสดุ

ในการตัดลงบนพื้นผิวต่างๆนั้นคุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการเลือกใบเลื่อยที่เหมาะสมกับเนื้อของวัสดุซึ่งจะทำให้คุณสามารถที่จะตัดลงบนชิ้นงานได้อย่างถูกต้องรวดเร็วและง่ายดาย

3.มีการยึดจับชิ้นงานอย่างมั่นคง

ในการใช้งานในการตัดนั้นคุณจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการยึดจับชิ้นงานให้มีความมั่นคงและเสถียรเพื่อช่วยให้ชิ้นงานและพื้นผิวในการตัดนั้นไม่แกว่งไปมาซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายและไม่มีความแม่นยำในการตัดนั่นเอง

4.ใช้ความเร็วรอบให้เหมาะสมกับวัสดุ

การใช้งานความเร็วรอบให้เหมาะสมกับชนิดและประเภทของวัสดุนั้นจะช่วยให้คุณสามารถที่จะตัดลงบนพื้นผิววัสดุต่างๆได้อย่างเรียบเนียนและสวยงาม

5.ศึกษาและอ่านคู่มือผู้ใช้งานให้ครบถ้วน

โดยในการใช้งานนั้นคุณจะเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอ่านคู่มือผู้ใช้งานที่แถมมากับตัวเครื่องเพื่อให้คุณนั้นสามารถที่จะใช้งานในการตัดและการตั้งค่าในการใช้งานต่างๆได้อย่างถูกต้องซึ่งจะช่วยให้คุณนั้นสามารถที่จะใช้งานในการตัดได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

Niran Kas

ผมต้องการที่จะเรียบเรียง เนื้อหาให้เข้าใจง่ายที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับผู้อ่าน ขอบคุณมากที่ติดตาม ถ้ามีอะไรในส่วนไหนที่ไม่ถูกต้อง หรืออยากให้ปรับปรุงแก้ไข ยินดีรับฟังทุกความเห็น

Recent Content

link to ข้อดีข้อเสีย ของ MagSafe Charger

ข้อดีข้อเสีย ของ MagSafe Charger

MagSafe Charger นั้นเป็น อุปกรณ์ชาร์จไร้สายรุ่นใหม่จาก Apple ที่ใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กที่จะสามารถใช้ในการแปะติดด้านหลังของอุปกรณ์อย่าง iPhone ของคุณเพื่อใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ ด้วยการใช้เทคโนโลยีการชาร์จแบบไร้สายหรือ Wireless ชาร์จที่สามารถทำการชาร์จให้กับ iPhone ของคุณโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเสียบสายเคเบิลทำให้การชาร์จนั้นมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจุดเด่นหลักๆของการใช้งานอุปกรณ์ MagSafe Charger นั่นก็คือความง่ายในการใช้งานที่เพียงแค่วางตัวแม่เหล็กก็พร้อมที่จะทำการติดและชาร์จให้เองโดยอัตโนมัติโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเสียบสายเคเบิลตรงพอร์ตชาร์จให้ยุ่งยาก
link to อุปกรณ์เครื่องชาร์จแท้ Apple Dual USB-C Port 35W Power Adapter

อุปกรณ์เครื่องชาร์จแท้ Apple Dual USB-C Port 35W Power Adapter

Apple Dual USB-C Port 35W Power Adapter เป็นอุปกรณ์ชาร์จประสิทธิภาพสูงที่จะช่วยให้คุณนั้นสามารถที่จะทำการชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์ที่รองรับพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ usb-c โดยเป็นอุปกรณ์ชาร์จที่มีขนาดเล็กกระทัดรัดเหมาะสำหรับการพกพาไปใช้งานต่างๆและรองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น iPhone iPad หรืออุปกรณ์อื่นๆที่รองรับการชาร์จด้วยมาตรฐาน USB Type C